ตอนกิ่งมะละกอ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

การตอนมะละกอ

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

สรรพคุณ / ประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอผ่าสรรพคุณ และ ประโยชน์ของมะละกอ

วันนี้เรามีอีกหนึ่งสรรพคุณของมะละกอและประโยชน์ของมะละกอมาบอกเล่าเก้าสิบให้ทุกคนผู้รักสุขภาพได้ฟังกัน หรือใครก็ตามที่ชอบนึกยี้ผลไม้อย่างมะละกอล่ะก็อาจจะต้องเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้ถึง สรรพคุณของมะละกอ และ ประโยชน์ของมะละกอ และ สรรพคุณของมะละกอ และ ประโยชน์ของมะละกอ ที่เรานำมาบอกกันในวันนี้นั่นก็คือ ผลไม้อย่างมะละกอสุกนั่นเองค่ะ หากเป็นมะละดิบอย่างส้มตำหลาย ๆ คนคงจะไม่ค่อยปฏิเสธแต่หากเป็นเป็นมะละกอสุกหลายคนบ่นร้องยี้ซะงั้น นั้นเพื่อให้คุณเปลี่ยนใจหันมารับประทานมะละกอสุขภันมากขึ้นก็มาดู สรรพคุณของมะละกอ และ ประโยชน์ของมะละกอ กันเลยค่ะ 

 

 

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของมะละกอ

 

 

สรรพคุณ / ประโยชน์ของมะละกอ

มะละกอสุก ๆ เนื้อสีส้มแดงนี่แหละขอบอกว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดของความมีประโยชน์ทีเดียว ใครไม่กินก็บอกได้เลยว่า คุณกำลังพลาดของดีชนิดที่สุขภาพไม่น่าให้อภัยเลย มะละกอสุกกินง่ายกว่ามะละกอดิบตั้งเยอะสามารถปอกเปลือกแล้วลำเลียงลงกระเพาะได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการปรุงแต่งแต่อย่างใด เป็นอาหารบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมาให้เรา ฉะนั้นเรามาว่ากันถึงความอร่อยและมีประโยชน์ของมะละกอกันเลยดีกว่า

นอกจากเนื้อหวาน ๆ แสนอร่อยแล้วทุกส่วนของมะละกอยังสามารถนำมาใช้ทำยาได้ ผลการวิจัยพบว่า ประโยชน์ของมะละกอมีอยู่มากมายตั้งแต่ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี บรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นที่มาของโรคริดสีดวงทวาร ป้องกันอาการตับโต เป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ และสมอง

สรรพคุณและประโยชน์ของมะละกอยังเผื่อแผ่ไปถึงเด็กทารกที่ดูดนมมารดาอีก เพราะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากขึ้นป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในลำไส้ เรื่องความสวยงาม มะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ใครอยากมีผิวหน้าเนียนขาวนุ่มชุ่มชื่นก็นำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้ง แท้ 1 ช้อน นมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้น ทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็เห็นผลทันตาและทันใจทีเดียว

เป็นไงละคะ คำโฆษณาพอจะชวนเชื่อให้คุณหันมาชอบมะละกอกันได้บ้างหรือยัง

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

มะละกอ

มะละกอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มะละกอ
มะละกอขณะออกผล
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
Kingdom: Plantae
Division: Magnoliophyta
Class: Magnoliopsida
Order: Brassicales
Family: Caricaceae
Genus: Carica
Species: C. papaya
ชื่อวิทยาศาสตร์
Carica papaya
L.
Commons
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
มะละกอ

มะละกอ (อังกฤษ: Papaya, คำเมือง: ᨠᩖ᩠ᩅ᩠᩶ᨿᨴᩮ᩠ᩈ) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้]ลักษณะทั่วไป

มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้

[แก้]ประโยชน์

นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

สำหรับสารอาหารในมะละกอนั้น มีดังต่อไปนี้
เนื้อมะละกอสุก
สารอาหาร ปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน 0.5 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม
แคลเซียม 24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม 4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน 0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) 70 มิลลิกรัม

สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร

2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก

สรรพคุณ มะละกอ :

ผลสุก – เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย

ยางจากผลดิบ – เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้

รากมะละกอ – ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา

ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้

เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain

เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง

เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้

แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก

โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก

คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย

เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ

ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง

แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้

[แก้]อ้างอิง

[แก้]แหล่งข้อมูลอื่น

  • ดอกมะละกอตัวผู้

  • ดอกมะละกอตัวเมีย

  • ใบมะละกอ

  • ต้นมะละกอและดอก

  • ต้นมะละกอและผล

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

ตื่นตาแปลง”มะละกอฮอลแลนด์”สวนเงินล้าน “อนุพงษ์ จงใจลาน”

ตื่นตาแปลง”มะละกอฮอลแลนด์”สวนเงินล้าน “อนุพงษ์ จงใจลาน”

“อุ๊ย! ดกจังเลย” เสียงหนึ่งของทีมงานอุทานออกมาราวกับยังไม่ผ่านการกลั่นกรองจากส่วนใดของโสตประสาท พลันทีที่เห็นผลมะละกอเกาะกลุ่มหุ้มลำต้นตั้งแต่โคนต้นเกือบถึงปลายยอดราวกับฝูงปลิงที่เกาะขากระบือ ทำให้ทุกคนหันไปมองในจุดเดียวกัน

 

 ทุกคนฉงนและตื่นตากับความดกของผลมะละกอที่ อนุพงษ์ จงใจลาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ต.มะนาวหวาน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ปลูกบนเนื้อที่ราว 25 ไร่ ใกล้บ้านพักเนื่องเพราะปัจจุบันยากต่อการที่จะพบเห็นสวนมะละกอที่รอดพ้นจากโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน และเพลี้ยแป้ง จนถึงขนาดมีลำต้นที่อุดมสมบูรณ์และออกผลผลิตที่ดกเช่นนี้

ที่สำคัญต้นมะละกอที่ทุกคนแลเห็นมีอายุกว่า 1 ปีแล้ว เป็นมะละกอรุ่นที่ 4 แต่ต้นมะละกอยังคงสภาพที่สมบูรณ์ และจากความสมบูรณ์ของต้นมะละกอนี้เอง ทำให้แต่ละรุ่น อนุพงษ์ โกยเงินเข้ากระเป๋ารุ่นละถึงหลักล้านบาททีเดียว

เดิมทีไร่มะละกอแห่งนี้ อนุพงษ์ กับ ประภา จงใจลาน ซึ่งเป็นภรรยา ทำไร่อ้อย ส่งเข้าโรงงานน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลสระบุรี จำกัด ซึ่งประภาทำงานอยู่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทแห่งนี้ มีเนื้อที่ปลูกอ้อยทั้งหมดกว่า 100 ไร่ ทำไร่อ้อยมาราว 20 ปีแล้ว กระทั่งประภาได้อ่านนิตยสารด้านการเกษตรฉบับหนึ่ง (รักษ์เกษตร) เมื่อ 3 ปีก่อน ที่ตีพิมพ์เรื่องมะละกอที่บ้านนาล้อม จ.สุพรรณบุรี จึงเกิดความสนใจขึ้นมา จึงเดินทางไปที่บ้านนาล้อมเพื่อศึกษาข้อมูลในการปลูกมะละกอ จากนั้นลองปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ แปลงแรกกว่า 10 ไร่ ในปี 2549 และผลผลิตที่ได้มาก็ส่งขายที่บ้านนาล้อมนั่นเอง

“ตอนแรกว่าจะปลูก 20 ไร่ แต่พอไปซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอที่บ้านนาล้อมได้มา 5 หมื่นเมล็ด แต่กว่าจะได้ 5 หมื่นเมล็ด ต้องสั่งซื้อถึง 2-3 ครั้ง เพราะเมล็ดพันธุ์ไม่พอ จึงปลูกไว้เพียง 10 ไร่ ใช้เงินทุนทั้งหมด 6 แสนบาท ปลูกครั้งแรกต้องซ่อมใหม่อีก เพราะบางครั้งเมื่อปลูกไปแล้วเป็นมะละกอมีเพศที่ไม่ต้องการคือเพศผู้ ผลผลิตไม่สวย รูปทรงกลม ตลาดไม่ต้องการ ต้องคัดทิ้ง จะคงไว้ต้นกะเทยซึ่งจะมีเกสรตัวผู้ในดอกเดียวกัน เวลาออกผลจะยาวเรียว สวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด เมื่อคัดแล้วรุ่นแรก ต้นมะละกอเติบโตจนสามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 4,000 ต้นเท่านั้น” ประภากล่าว

อย่างไรก็ตาม ประภายอมรับว่า การปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ปีแรกถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะมะละกอที่ปลูกแปลงแรก 10 ไร่ ได้ผลผลิตถึง 150 ตัน เก็บได้ 1 ปีครึ่ง พอเริ่มมีเพลี้ยแป้งลงจะตัดต้นทิ้งทันที ปีถัดมาเก็บเมล็ดพันธุ์เองในสวน โดยคัดจากต้นที่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตดี พอปลูกขึ้นมาพบว่าเมล็ดงอกดีและมีเปอร์เซ็นต์เป็นต้นกระเทยเกือบ 100%

ด้าน อนุพงษ์ บอกว่า การปลูกมะละกอหลายคนแทบไม่เชื่อเลยว่ามะละกอรุ่นแรกที่ปลูกปี 2549 ส่งขายที่บ้านนาล้อมในราคาประกันเพื่อป้อนตลาดบน จึงมีการคัดเป็น 3 เกรด คือเกรดเอ เกรดบีบี และเกรดซี ราคาตั้งแต่ กก.ละ 8-15 บาท ที่เหลือเป็นมะละกอตกเกรด ไม่ได้เงินเลยเพราะต้องทิ้งไป ตอนหลังจึงเปลี่ยนมาส่งให้แม่ค้าตลาดไทแทน ราคาถูกกว่าแต่ก็ไม่ต้องคัดเกรด

มะละกอแปลงแรก 10 ไร่ ที่ส่งให้บ้านนาล้อมก็ได้เงินหลักล้านเหมือนกัน พอแปลงที่ 2 ปลูก 12 ไร่ มะละกอติดผลดกมากๆ แต่พลาดตรงที่ให้น้ำมากเกินไปทำให้มะละกอไม่หวาน ตอนนั้นมะละกอหวานแค่ 8-9 บริกซ์ จากปกติต้องหวาน 12-13 บริกซ์ขึ้นไป จึงส่งให้บ้านนาล้อมส่วนหนึ่งได้เงินมา 7 แสนบาท ที่เหลือส่งเข้าโรงงานแปรรูปในราคา กก.ละ 4-5 บาท พอรุ่นต่อมาส่งให้แม่ค้าที่ตลาดไท มาถึงรุ่นที่ 3 ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่ เก็บผลผลิตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ตัน จะเก็บได้ครั้งละ 10 ตัน ประมาณ 8 ครั้ง จากนั้นก็จะเริ่มลดลงเหลือ 8 ตัน 7 ตัน 6 ตัน ลดลงมาเรื่อยๆ จนถึง 1 ตัน อย่างแปลงนี้เก็บมาได้ 270 ตัน แล้วส่งตลาดไททั้งหมดในราคาที่ไม่คัด กก.ละ 10 บาท ได้เงินมากว่า 2 ล้าน หากเทียบกับการปลูกอ้อยมา 20 ปีแล้วในพื้นที่ 100 ไร่ สู้ปลูกมาละกอ 20 ไร่ไม่ได้เลย” อนุพงษ์ กล่าว

กระนั้นยังยอมรับว่าการปลูกมะละกอรุ่นแรกต้นสูงพอสมควร อย่างเขาปลูกรุ่นแรกในพื้นที่ 10 ไร่ ใช้เงินทุนถึง 6 แสนบาท เพราะต้องลงทุนเรื่องระบบน้ำด้วย ค่าปุ๋ย ค่ายาต่างๆ รวมถึงค่าแรงงานด้วย อีกอย่างในปีแรกเขาขาดประสบการณ์ด้วย จึงต้องลงทุนใหม่ทุกอย่างรวมถึงลงทุนแบบลองผิดลองถูกที่ถือว่าซื้อความรู้ด้วย แต่พอรุ่นสองก็ใช้อุปกรณ์เดิมได้โดยเฉพาะระบบน้ำต้นทุนจึงลดลงแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย นอกจากปุ๋ยซึ่งต้องใชปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ผสมผสานกัน อยู่ในอัตราที่เหมาะสม

“สวนผมค่อนข้างลงทุน เพราะต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพ อย่างแปลงที่ปลูกใหม่ 25 ไร่ ลงทุนไปกว่า 2 แสนบาทแล้ว เพราะมีระบบน้ำที่ต้องซื้อเพิ่มเติมจากที่เราขยายพื้นที่มากขึ้น ค่าแรงหนักหน่อย ต้องจ่ายวันละ 2,000-3,000 บาท เพราะผมและแฟนมีเวลาให้งานประจำต้องจ้างทุกอย่างตั้งแต่ขุดหลุมปลูก เอาปุ๋ยรองก้นหลุม แต่ก็คุ้ม” อนุพงษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

สำหรับการปลูกมะละกอที่จะให้ผลผลิตดีนั้น อนุพงษ์ บอกว่า เริ่มต้นจากเพาะกล้ามะละกอก่อน โดยคลุกเมล็ดกับยาป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า อาทิ ใช้เมทาแลกซิล พอมะละกอโตได้สักระยะหนึ่ง ย้ายลงหลุมปลูก 1 หลุ่มปลูก 4-5 ต้น ใช้ระยะห่างแต่ละหลุ่ม 3×3 เมตร ระยะแรกระบบน้ำจะใช้เจ็ทสเปรย์ ส่วนปุ๋ยเค ใช้สูตรเสมอ 16-16-16 ปลูกได้ประมาณ 3 เดือน มะละกอก็จะเริ่มออกดอก จึงคัดต้นที่เป็นต้นกะเทยไว้ ให้เหลือหลุ่มละ 1 ต้น การให้น้ำเปลี่ยนมาใช้ระบบสปริงเกอร์ทุกวัน ส่วนปุ๋ยให้แค่เดือนละครั้ง เป็นสูตร 8-24-24 พื้นที่ 20 ไร่ ให้ครั้งละ 1 ตัน หรือ 20 กระสอบ (กระสอบละ  50 กก.)   พอมะละกออายุได้ 8 เดือน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ระหว่างให้ผลผลิตควรให้ปุ๋ยเกล็ดบ้างอาทิตย์ละครั้งในอัตราปุ๋ยเกล็ด 400 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร

ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแวะชมการปลูกมะละกอของอนุพงษ์ และประภา จงใจลาน หากใครสนใจทั้งสองยินดีแนะนำในเรื่องการปลูกมะละกอให้ แวะที่หมู่ 3 ต.มะนาวหวาน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

โพสท์ใน Uncategorized | แสดงความคิดเห็น

ตื่นตาแปลง”มะละกอฮอลแลนด์”สวนเงินล้าน “อนุพงษ์ จงใจลาน”

ตื่นตาแปลง”มะละกอฮอลแลนด์”สวนเงินล้าน “อนุพงษ์ จงใจลาน”

“อุ๊ย! ดกจังเลย” เสียงหนึ่งของทีมงานอุทานออกมาราวกับยังไม่ผ่านการกลั่นกรองจากส่วนใดของโสตประสาท พลันทีที่เห็นผลมะละกอเกาะกลุ่มหุ้มลำต้นตั้งแต่โคนต้นเกือบถึงปลายยอดราวกับฝูงปลิงที่เกาะขากระบือ ทำให้ทุกคนหันไปมองในจุดเดียวกัน

 

 ทุกคนฉงนและตื่นตากับความดกของผลมะละกอที่ อนุพงษ์ จงใจลาน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ต.มะนาวหวาน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ปลูกบนเนื้อที่ราว 25 ไร่ ใกล้บ้านพักเนื่องเพราะปัจจุบันยากต่อการที่จะพบเห็นสวนมะละกอที่รอดพ้นจากโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวน และเพลี้ยแป้ง จนถึงขนาดมีลำต้นที่อุดมสมบูรณ์และออกผลผลิตที่ดกเช่นนี้

ที่สำคัญต้นมะละกอที่ทุกคนแลเห็นมีอายุกว่า 1 ปีแล้ว เป็นมะละกอรุ่นที่ 4 แต่ต้นมะละกอยังคงสภาพที่สมบูรณ์ และจากความสมบูรณ์ของต้นมะละกอนี้เอง ทำให้แต่ละรุ่น อนุพงษ์ โกยเงินเข้ากระเป๋ารุ่นละถึงหลักล้านบาททีเดียว

เดิมทีไร่มะละกอแห่งนี้ อนุพงษ์ กับ ประภา จงใจลาน ซึ่งเป็นภรรยา ทำไร่อ้อย ส่งเข้าโรงงานน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลสระบุรี จำกัด ซึ่งประภาทำงานอยู่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทแห่งนี้ มีเนื้อที่ปลูกอ้อยทั้งหมดกว่า 100 ไร่ ทำไร่อ้อยมาราว 20 ปีแล้ว กระทั่งประภาได้อ่านนิตยสารด้านการเกษตรฉบับหนึ่ง (รักษ์เกษตร) เมื่อ 3 ปีก่อน ที่ตีพิมพ์เรื่องมะละกอที่บ้านนาล้อม จ.สุพรรณบุรี จึงเกิดความสนใจขึ้นมา จึงเดินทางไปที่บ้านนาล้อมเพื่อศึกษาข้อมูลในการปลูกมะละกอ จากนั้นลองปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ แปลงแรกกว่า 10 ไร่ ในปี 2549 และผลผลิตที่ได้มาก็ส่งขายที่บ้านนาล้อมนั่นเอง

“ตอนแรกว่าจะปลูก 20 ไร่ แต่พอไปซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอที่บ้านนาล้อมได้มา 5 หมื่นเมล็ด แต่กว่าจะได้ 5 หมื่นเมล็ด ต้องสั่งซื้อถึง 2-3 ครั้ง เพราะเมล็ดพันธุ์ไม่พอ จึงปลูกไว้เพียง 10 ไร่ ใช้เงินทุนทั้งหมด 6 แสนบาท ปลูกครั้งแรกต้องซ่อมใหม่อีก เพราะบางครั้งเมื่อปลูกไปแล้วเป็นมะละกอมีเพศที่ไม่ต้องการคือเพศผู้ ผลผลิตไม่สวย รูปทรงกลม ตลาดไม่ต้องการ ต้องคัดทิ้ง จะคงไว้ต้นกะเทยซึ่งจะมีเกสรตัวผู้ในดอกเดียวกัน เวลาออกผลจะยาวเรียว สวยงามเป็นที่ต้องการของตลาด เมื่อคัดแล้วรุ่นแรก ต้นมะละกอเติบโตจนสามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 4,000 ต้นเท่านั้น” ประภากล่าว

อย่างไรก็ตาม ประภายอมรับว่า การปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ปีแรกถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะมะละกอที่ปลูกแปลงแรก 10 ไร่ ได้ผลผลิตถึง 150 ตัน เก็บได้ 1 ปีครึ่ง พอเริ่มมีเพลี้ยแป้งลงจะตัดต้นทิ้งทันที ปีถัดมาเก็บเมล็ดพันธุ์เองในสวน โดยคัดจากต้นที่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตดี พอปลูกขึ้นมาพบว่าเมล็ดงอกดีและมีเปอร์เซ็นต์เป็นต้นกระเทยเกือบ 100%

ด้าน อนุพงษ์ บอกว่า การปลูกมะละกอหลายคนแทบไม่เชื่อเลยว่ามะละกอรุ่นแรกที่ปลูกปี 2549 ส่งขายที่บ้านนาล้อมในราคาประกันเพื่อป้อนตลาดบน จึงมีการคัดเป็น 3 เกรด คือเกรดเอ เกรดบีบี และเกรดซี ราคาตั้งแต่ กก.ละ 8-15 บาท ที่เหลือเป็นมะละกอตกเกรด ไม่ได้เงินเลยเพราะต้องทิ้งไป ตอนหลังจึงเปลี่ยนมาส่งให้แม่ค้าตลาดไทแทน ราคาถูกกว่าแต่ก็ไม่ต้องคัดเกรด

มะละกอแปลงแรก 10 ไร่ ที่ส่งให้บ้านนาล้อมก็ได้เงินหลักล้านเหมือนกัน พอแปลงที่ 2 ปลูก 12 ไร่ มะละกอติดผลดกมากๆ แต่พลาดตรงที่ให้น้ำมากเกินไปทำให้มะละกอไม่หวาน ตอนนั้นมะละกอหวานแค่ 8-9 บริกซ์ จากปกติต้องหวาน 12-13 บริกซ์ขึ้นไป จึงส่งให้บ้านนาล้อมส่วนหนึ่งได้เงินมา 7 แสนบาท ที่เหลือส่งเข้าโรงงานแปรรูปในราคา กก.ละ 4-5 บาท พอรุ่นต่อมาส่งให้แม่ค้าที่ตลาดไท มาถึงรุ่นที่ 3 ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่ เก็บผลผลิตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ตัน จะเก็บได้ครั้งละ 10 ตัน ประมาณ 8 ครั้ง จากนั้นก็จะเริ่มลดลงเหลือ 8 ตัน 7 ตัน 6 ตัน ลดลงมาเรื่อยๆ จนถึง 1 ตัน อย่างแปลงนี้เก็บมาได้ 270 ตัน แล้วส่งตลาดไททั้งหมดในราคาที่ไม่คัด กก.ละ 10 บาท ได้เงินมากว่า 2 ล้าน หากเทียบกับการปลูกอ้อยมา 20 ปีแล้วในพื้นที่ 100 ไร่ สู้ปลูกมาละกอ 20 ไร่ไม่ได้เลย” อนุพงษ์ กล่าว

กระนั้นยังยอมรับว่าการปลูกมะละกอรุ่นแรกต้นสูงพอสมควร อย่างเขาปลูกรุ่นแรกในพื้นที่ 10 ไร่ ใช้เงินทุนถึง 6 แสนบาท เพราะต้องลงทุนเรื่องระบบน้ำด้วย ค่าปุ๋ย ค่ายาต่างๆ รวมถึงค่าแรงงานด้วย อีกอย่างในปีแรกเขาขาดประสบการณ์ด้วย จึงต้องลงทุนใหม่ทุกอย่างรวมถึงลงทุนแบบลองผิดลองถูกที่ถือว่าซื้อความรู้ด้วย แต่พอรุ่นสองก็ใช้อุปกรณ์เดิมได้โดยเฉพาะระบบน้ำต้นทุนจึงลดลงแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย นอกจากปุ๋ยซึ่งต้องใชปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ผสมผสานกัน อยู่ในอัตราที่เหมาะสม

“สวนผมค่อนข้างลงทุน เพราะต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพ อย่างแปลงที่ปลูกใหม่ 25 ไร่ ลงทุนไปกว่า 2 แสนบาทแล้ว เพราะมีระบบน้ำที่ต้องซื้อเพิ่มเติมจากที่เราขยายพื้นที่มากขึ้น ค่าแรงหนักหน่อย ต้องจ่ายวันละ 2,000-3,000 บาท เพราะผมและแฟนมีเวลาให้งานประจำต้องจ้างทุกอย่างตั้งแต่ขุดหลุมปลูก เอาปุ๋ยรองก้นหลุม แต่ก็คุ้ม” อนุพงษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ

สำหรับการปลูกมะละกอที่จะให้ผลผลิตดีนั้น อนุพงษ์ บอกว่า เริ่มต้นจากเพาะกล้ามะละกอก่อน โดยคลุกเมล็ดกับยาป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า อาทิ ใช้เมทาแลกซิล พอมะละกอโตได้สักระยะหนึ่ง ย้ายลงหลุมปลูก 1 หลุ่มปลูก 4-5 ต้น ใช้ระยะห่างแต่ละหลุ่ม 3×3 เมตร ระยะแรกระบบน้ำจะใช้เจ็ทสเปรย์ ส่วนปุ๋ยเค ใช้สูตรเสมอ 16-16-16 ปลูกได้ประมาณ 3 เดือน มะละกอก็จะเริ่มออกดอก จึงคัดต้นที่เป็นต้นกะเทยไว้ ให้เหลือหลุ่มละ 1 ต้น การให้น้ำเปลี่ยนมาใช้ระบบสปริงเกอร์ทุกวัน ส่วนปุ๋ยให้แค่เดือนละครั้ง เป็นสูตร 8-24-24 พื้นที่ 20 ไร่ ให้ครั้งละ 1 ตัน หรือ 20 กระสอบ (กระสอบละ  50 กก.)   พอมะละกออายุได้ 8 เดือน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ระหว่างให้ผลผลิตควรให้ปุ๋ยเกล็ดบ้างอาทิตย์ละครั้งในอัตราปุ๋ยเกล็ด 400 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร

ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแวะชมการปลูกมะละกอของอนุพงษ์ และประภา จงใจลาน หากใครสนใจทั้งสองยินดีแนะนำในเรื่องการปลูกมะละกอให้ แวะที่หมู่ 3 ต.มะนาวหวาน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

โพสท์ใน ตื่นตาแปลง"มะละกอฮอลแลนด์"สวนเงินล้าน "อนุพงษ์ จงใจลาน" | แสดงความคิดเห็น

ประโยชน์หลากหลายจาก “มะละกอ”

ประโยชน์หลากหลายจาก “มะละกอ”

เมื่อพูดถึง “มะละกอ” ผลไม้รูปทรงยาวรี “108 เคล็ดกิน” ก็มีอันต้องนึกไปถึงส้มตำก่อนทุกที คงเป็นเพราะเรามักจะได้เห็นมะละกอในรูปแบบของส้มตำจานเด็ดอยู่เสมอๆ แต่นอกจากส้มตำแล้ว มะละกอก็ยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ทางยาอีกมากมาย เช่น ใบมะละกอสดนำมาย่างไฟและนำมาประคบช่วยแก้อาการปวดบวมได้ ใบใช้ต้มกินเพื่อขับปัสสาวะ เมล็ดต้มกินเพื่อขับพยาธิ ขับประจำเดือน ยางมะละกอแก่พิษตะขาบกัดแมลงสัตว์กัดต่อย รวมไปถึงช่วยหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย

แต่สิ่งที่เรามักใช้ประโยชน์กับมะละกอมากที่สุดก็คงจะเป็นผลมะละกอ ที่กินได้ทั้งสุกและดิบ ผลดิบก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง นอกจากส้มตำแล้วก็ยังนำไปต้มหรือนึ่งกินกับน้ำพริกชนิดต่างๆ จะนำไปผัดกับไข่ หรือจะแกงส้มมะละกอก็อร่อยไม่น้อย

ส่วนผลสุกนั้นต้องถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพได้เลยทีเดียว เพราะในผลสุกนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ บี 1 บี 2 แคลเซียม และที่สำคัญคือ สารเบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงและทำให้ผิวพรรณดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยชะลอความแก่ และริ้วรอยก่อนวัยอันควร แถมยังช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย แก้กระหายน้ำ บำรุงโลหิต บำรุงระบบประสาท บำรุงสายตา และที่สำคัญ มะละกอสุกนั้นช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี แก้ท้องผูก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย

โพสท์ใน ประโยชน์หลากหลายจาก "มะละกอ" | แสดงความคิดเห็น